วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555


แบบสรุป แนวคิดและทฤษฎี  ทางการบริหารและนักคิด

ในรายวิชา ทฤษฎีการจัดการเชิงกลยุทธ์ชั้นสูงฯ (BUS701)

 ของ ผศ.ดร.วิชิต อู่อ้น ในหลักสูตรดุษฎีบริหารธุรกิจบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม

1.             Douglas Murray McGregor


 

ชื่อทฤษฎี : ทฤษฎีเอ็กซ์และทฤษฎีวาย (Theory X  and Theory Y)

             Douglas McGregor  ได้เขียนหนังสือ "The Human side of Enterprise" โดยเปรียบเทียบทางเลือกที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริการจะต้องเผชิญ

 

หลักการและแนวคิด

     ทฤษฎีของแม็กซ์เกร์เกอร์ มีฐานคดีในการมองคนที่อยู่ในองค์การแยกออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

 

      1.  ทฤษฎี X  ถือว่า

                -  คนโดยทั่วไปเกียจคร้าน ชอบเลี่ยงงาน

                -  ขาดความกรตือรือร้น ไม่มีความรับชอบ ปรารถนาที่จะเป็นผู้ตามมากกว่า

                -  เห็นแก่ตัว เพิกเฉยต่อความต้องการขององค์การ

                - ไม่ฉลาด

 2.  ทฤษฎี Y : เห็นว่า

               -  คนชอบทำงาน ไม่ได้เป็นคนเกียจคร้าน

               -  การควบคุมภายนอก ไม่ใช่เป็นวิถีทางที่จะได้มาซึ่งงาน คนสามารถที่จะหาแนวทางและควบคุมตนเองได้

               -  ความพึงพอใจที่ได้ปฏิบัติงานเข้ามาตามศักยภาพ เป็นรางวัลที่มีความสำคัญที่จะทำให้คนมีความผูกพันอยู่กับองค์การ

              -  คนโดยทั่วไปจะเรียนรู้เพื่อแสวงหาความรับผิดชอบต่อไป

              -  คนส่วนใหญ่อาศัยภาวะสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาในองค์การ

              -  ในปัจจุบันศักยภาพของคนยังไม่ได้รับการนำไปใช้

 

การนำไปใช้

 

     ทฤษฎี X ก็คือ ภาพพจน์ของคน ในแนวมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งเชื่อว่าโดยธรรมชาติมนุษย์เป็นคนดี ดังนั้นคนจึงควรควบคุมตนเองได้ การควบคุมตนเองหมายถึงการปรับปรุงองค์การในเรื่องต่าง ๆ เช่น การกระจายอำนาจ การมอบหมายอำนาจ หน้าที่ การขยายงาน การมีส่วนร่วม และการบริหารงาน โดยยึดเป้าหมาย จึงเห้ได้ว่าข้อเสนอการปรับปรุงงานของ McGragor  เป็นการย้ำให้เห็นความสำคัญของคน และช่วยให้คนหลุดพ้นจากการควบคุมขององค์การ ซึ่งเป็นค่านิยมหลักของมนุษย์ นิยมที่จะเห็นว่าคนมาก่อนองค์การ

     มนุษย์นิยมต้องการหาจุดที่พบกันได้ แต่ต้องการรักษาความมีเสรีภาพไว้ การมองคนว่าเป็นประเภท X หรือ Y นั้นเป็นการช่วยให้เราแยกแยะคนได้ ทำให้รู้ว่าใครเป็นเพื่อนที่ดี หรือนายที่ดี ซึ่งเรียกการมองแบบนี้ว่า Polarization

ได้รับการอนุเคราะห์ข้อมูลจากคุณ : พีระวัฒน์  ชาติพฤกษพันธุ์  นักศึกษา DBA  04

Franklin D.Roosevelt (FDR)


องค์ประกอบของ New Deal

3 Rs    คือ

1.  Relief

2.  Recovery

3.  Reform

เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร

1. ปฎิรูประบบเศรษฐกิจและสังคมในช่วงสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ

2.  ให้ประชาชนทุกชนชั้นอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวและสันติ

3.  ผลักดันให้เกิดองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศที่เรียกว่าองค์การสหประชาชาติ

ข้อดี และข้อเสียของ New Deal

ข้อดี....

-  เป็นมาตรการที่ช่วยสร้างงานให้ประชาชนและผันเงินเข้าสู่ชนบท

-  มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ

-  เป็นการจัดการที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

-  เป็นการจัดการใหม่ที่ให้ความหวังแก่คนทั้งประเทศให้สู้กับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ข้อเสีย....

1.  เป็นการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่รัฐบาลกลางมากเกินไป

2.  นโยบายหลาย ๆ โปรแกรมไม่ใช่แนวทางของอเมริกันตามกรอบของรัฐธรรมนูญ

ขั้นตอนการจัดทำ

-  วิเคราะห์ตามสภาวะเศรษฐกิจ โดยเร่งดำเนินการจัดทำในกรณีเร่งด่วนเป็นอันดับแรก

-  ประชุมคณะรัฐบาลและที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน

-  กำหนดนโยบายการบริหารจัดการตามวาระเร่งด่วน

-  นำนโยบายสู่ภาคปฏิบัติตามรัฐต่าง ๆ จากส่วนกลาง สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและโปร่งใส

กรณีศึกษา

การบริหารการศึกษาในระดับสถานศึกษาในสหราชอาณาจักร

Frederick Herzberg


ชื่อทฤษฎี่ : ทฤษฎีสองปัจจัย (Two-factors Theory) หรือทฤษฎีการจูงใจของเฮิร์กเบิร์ก (Herzberg's Theory of Motivation)

หลักการและแนวคิด

          Herzberg  ศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการทำงานของบุคลกรในองค์การ โดยศึกษาถึงทรรศนะคติของบุคคลที่มีต่อการทำงานเพื่อหาทางที่จะลดความไม่พอใจในการทำงาน เพื่อที่จะทำให้คนงานมีความรู้สึกที่ดีในการที่จะพยายามเสริมสร้างผลผลิตของงานให้มากขึ้น เขาพบว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่องานแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

      1.  ปัจจัยจูงใจ (Motivates Factors)  เป็นปัจจัยกระตุ้นให้คนทำงาน โดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับพนักงาน อันจะทำให้พนักงานมีความพึงพอใจเกี่ยวกับงานที่จะทำ

      2.  ปัจจัยอนามัย (Hygiene or Maintenance Factors)  เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่จะสร้างความไม่พอใจในการทำงานให้กับพนักงาน ซึ่งจะเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานขึ้นได้ หรือเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นที่จะป้องกันมิให้คนไม่พอใจในงานที่ทำอยู่


ปัจจัยจูงใจ (Motivators)

1.  ความสำเร็จในชีวิต (Achievement)

2.  การเป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป  (Recognition)

3.  งานที่มีความรับผิดชอบ (Responsibility)

4.  งานที่ทำแล้วมีโอกาสก้าวหน้า  (Advancement)

5.  ตำแหน่งงานที่ดี (Work Itself)

6.  งานมีความสุข (Growth)

 

ปัจจัยอนามัย (Hygiene)

1.  นโยบายและการบริหารที่ดี

2.  การควบคุมงาน

3.  ความสัมพันธ์กับหน้าที่

4.  เงื่อนไขการทำงานที่ดี

5.  เงินเดือนดี

6.  ความสัมพันธ์ฉันท์มิตร

7.  การมีชีวิตส่วนตัวที่ดี

8.  ความสัมพันธ์แวดล้อมอื่น ๆ

9.  สถานะภาพของตนเองในงาน

10. ความมั่นคงปลอดภัย

การนำไปใช้

    ตามทฤษฎีนี้ ปัจจัยทั้ง 2 จำพวกนี้ Herzberg  เห็นว่า "Motivatiors" เป็นสื่อที่น่าสนใจมากกว่า เพราะเขามองเห็นในแง่ที่ว่า Motivatiors เปรียบเสมือนกับทฤษฎี Y

Chester barnard


แนวคิด

Barnard เป็นนักทฤษฎีสมัยปัจจุบัน โดยเขาได้ศึกษาวิเคราะห์องค์การในเชิงระบบตั้งแต่ปี ค..1938 แล้วนำมาเขียนหนังสือชื่อ “The Functions of the Executive” เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการบริหารองค์การในสมัยปัจจุบัน โดยเห็นว่าองค์การเป็นระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงได้ ภายในระบบดังกล่าวจะมีความเกี่ยวพันที่ประสานกันโดยมีเป้าหมายของการตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล และเห็นว่าบุคคลแต่ละคน องค์การ ผู้ขาย และลูกค้า ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อม 

หลักการ

1.  เน้นความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal Organization)

2.  มีการกระจายความพึงพอใจของบุคลากรในองค์การออกไปอย่างเท่าเทียมกัน (The contribution satisfaction equilibrium) : โดยเห็นว่าการสื่อสารในองค์การเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างดุลภาพของความต้องการระหว่างบุคคลกับองค์การ (Inducement) เพื่อโน้มน้าวให้บุคคลทำงานด้วยความต้องการขององค์การ ในจุดที่องค์การต้องสร้างความพึงพอใจแก่บุคคลในการทำงานด้วย

3.  นักบริหารมีหน้าที่สำคัญ คือ

     -  ดูแลติดต่อประสานงานภายในองค์การ

     -  รักษาสมาชิกภายในและชักจูงสมาชิกใหม่

     -  กำหนดเป้าหมายขององค์การ และตีความเพื่อแสดงให้สมาชิกในองค์การได้รับรู้

     -  ใช้ศิลปะเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน

     -  ทำงานด้วยความรับผิดชอบ โดยใช้หลักของศีลธรรม

เครื่องมือนี้คืออะไร/ มีองค์ประกอบอะไร

ชื่อทฤษฎี : องค์การไม่เป็นทางการ (Informal Organization)

        เป็นทฤษฎีการบริหารเชิงพฤติกรรม เป็นระบบความร่วมมือของมนุษย์ในการทำกิจกรรม โดยเน้นปัจจัยสำคัญด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรบรรลุเป้าหมายจะทำให้เกิดความร่วมมือจากบุคลากร โดยมุ่งองค์กรเป็นระบบการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วย

     1. ความสำคัญของพฤติกรรมมนุษย์ (Importance of individual behavior)

     2. ทฤษฎีการให้ความร่วมมือของ Barnard (Barnard theory of compliance)

     3. ทฤษฎีโครงสร้างขององค์การของ Barnard (Barnard theory of organization structure)

เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร

ความคิดเห็นของ Barnard สามารถที่จะนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ทั้งในแง่ขององค์การที่เป็นทางการ (Formal Organization) และไม่เป็นทางการ (Informal Organization) ซึ่งผลงานที่สำคัญของ Barnard คือ Functions of the Executive 1938 จากตรรกะทางความคิดที่ว่า องค์การ คือ ระบบความร่วมมือ ดังนั้น ถ้าจะนำองค์การให้บรรลุเป้าประสงค์ ผู้บริหารจัดการจะต้องทำหน้าที่  3 ประการ คือ

        1.  การสร้างและการดำรงรักษาระบบการสื่อสาร

        2.  สร้างความมั่นใจด้านการบริการจากบุคลากรผู้เป็นสมาชิกองค์การ

กำหนดจุดประสงค์และเป้าหมาขององค์การ
ข้อดี
ข้อเสีย
1. ก่อให้เกิดความร่วมมือ (cooperation)ในองค์การ
1.  องค์การไม่เป็นทางการทำให้ยากต่อการควบคุม (สายการบังคับบัญชาไม่ชัดเจน)
2. การทำงานในองค์การเกิดประสิทธิภาพ
    (Efficiency)
2.  หากบุคลากรขาดทักษะด้านการสื่อสารส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการปฏิบัติงาน
3. บุคลากรสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้
     อย่างทั่วถึง (เน้นระบบการสื่อสาร)
4. องค์การที่ไม่เป็นทางการทำให้การบริหารองค์การ
     มีความคล่องตัวและมีความยืดหยุ่น (Flexibility)
5. บุคลากรมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

 

ใช้อย่างไร (หรือจัดทำอย่างไร)

      ทฤษฎีของ Barnard เป็นทฤษฎีการบริหารจัดการเชิงพฤติกรรม  Barnard  ได้กล่าวถึงหน้าที่ สิ่งที่กระตุ้นจูงใจ (Authority and incentives) เกี่ยวกับบริบทระบบการสื่อสารในองค์กร คือ

      1.  ช่องทางการสื่อสารต้องกำหนดขอบเขตให้แน่นอน

      2.   บุคลากรทุกคนต้องรู้ช่องทางการสื่อสาร

      3.  บุคลากรทุกคนต้องสามารถเข้าถึงช่องทางการสื่อสาร

           ที่เป็นทางการ

     4.  สายบังคับบัญชาการสื่อสารต้องสั้นและตรงให้มากที่สุด

     5.  บุคลากรต้องมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการสื่อสาร

     6.  ต้องไม่มีอุปสรรคในสายบังคับบัญชาการสื่อสาร

          เมื่อองค์การปฏิบัติงาน

  7.  การสื่อสารทุกรูปแบบต้องเกิดผลน่าเชื่อถือ

มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้าง และได้ผลสรุปอย่างไร

         ทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ที่ต้องการสร้างระบบความร่วมมือขึ้นระหว่างองค์การกับคน และองค์การกับสภาพแวดล้อม และจูงใจพนักงานให้ร่วมมือกันทำงาน รวมถึงการสร้างดุลยภาพระหว่างองค์การกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา


Edward Damming


ดับเบิ้ลยู เอ็ดเวิร์ดส เดมมิ่ง (W. Edwards Deming) เป็นผู้นำแนวความคิดเชิงสถิติ (Statistical Thinking) และวิธีการปรับปรุงคุณภาพ (Methods for Quality Improvement) มาสู่ประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงเวลานั้นวงการอุตสาหกรรมของประเทศสหรัฐอเมริกา เติบโตเป็นอย่างมาก เนื่องจากอเมริกาเป็นผู้ชนะสงคราม สินค้าทุกชนิดที่สามารถผลิตได้ ก็จะสามารถขายได้แน่นอน ต่างจากสถานการณ์ของญี่ป่นซึ่งเป็นผู้แพ้สงคราม ฐานสำคัญของอุตสาหกรรมซึ่งได้รับความเสียหายจากระเบิดปรมาณู กำลังถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับความเสียหายก็มีน้อยลง และชื่อเสียงในการผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ก็แพร่กระจายไปทั่ว ผู้บริหารของญี่ปุ่นจึงได้หันมาสนใจในแนวความคิดของเดมมิ่ง และได้เชิญเขามายังญี่ปุ่น ซึ่งผู้บริหารของญี่ปุ่นได้ทำความเข้าใจกับปรัชญาคุณภาพของเดมมิ่ง และนำหลักการทางสถิติมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพ

 

           เดมมิ่งพบว่าบรรยากาศของญี่ปุ่น เป็นไปในทางที่จะสนับสนุนแนวความคิดของเขา นั่นคือ ชาวญี่ปุ่นมีพื้นฐานทางสถิติและคณิตศาสตร์ที่ดี ผู้บริหารของญี่ปุ่นมีความกระตือรือร้น ที่จะฟังความคิดของเขา สิ่งแรกที่เขาบรรยายในการสัมมนา คือ กฎข้อบังคับและหน้าที่ของผู้บริหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนาม ปรัชญาคุณภาพ 14 ข้อของเดมมิ่ง (Deming’s 14 Points) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริหารจะต้องยึดถือและปฏิบัติเป็นอันดับแรก

ปรัชญาคุณภาพ 14 ข้อของเดมมิ่ง (Deming’s 14 Points)

1. สร้างวัตถุประสงค์แน่วแน่ในการปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ
2. นำเอาปรัชญาใหม่มาใช้: การไม่ยอมรับความไม่มีคุณภาพ
3. หยุดใช้หลักการตรวจสอบคุณภาพที่ตัวสินค้า: ปรับปรุงที่กระบวนการทำงาน
4. หยุดเลือกผู้ส่งมอบสินค้าที่ราคาถูกแต่เลือกโดยเน้นที่คุณภาพ
5. เป็นหน้าที่หลักของการจัดการที่จะปรับปรุง กระบวนการทำงาน สินค้า และบริการอย่างต่อเนื่อง
6. จัดให้มีการอบรม
7. จัดให้มีการพัฒนาผู้นำ: ช่วยเหลือ ชี้แนะ
8. กำจัดความเกลียดกลัว สอนให้กล้าถาม กล้าเสนอความเห็น กล้าคิดและกล้าทำ
9. กำจัดอุปสรรคการทำงานระหว่างส่วนงาน: สอนให้ทำงานเป็นทีม โดยคำนึงถึงวัตุถประสงค์และเป้าหมายองค์กรมากกว่าวัตถุประสงค์ของสายงานหรือส่วนงาน
10. เลิกใช้ Slogan ภาพรวมสำหรับพนักงาน: หากพนักงานทำงานเป็นทีมและต้องการมี Slogan ของทีม องค์กรต้องยอมให้ทำได้
11. เลิกเน้นที่จำนวนตัวเลข: เน้นที่คุณภาพ
12. กำจัดอุปสรรคที่ไม่เอื้อต่อการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย: ไร้ภาวะผู้นำ ขาดการการอบรมที่เพียงพอ ขาดเครื่องมือ หรือกระบวนการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
13. จัดให้มีการให้ความรู้และอบรมแก่พนักงานทุกระดับทั้งผู้บริหารและพนักงานต้องมีการอบรมเรื่อง Total quality เครื่องมือทางสถิติ และการทำงานเป็นทีม
14. ลงมือทำ เพื่อให้การปรับเปลี่ยนองค์กร: คุณภาพเป็นเรื่องของทุกคน ทั้งผู้บริหารสูงสุด จนถึงพนังงานระดับล่างสุด ผู้นำต้องมีความมุ่งมั่นและสนับสนุนเรื่องคุณภาพ

วงจร PDCA  หรือ  วงจรเด็มมิ่ง

                                  PLAN   วางแผน

-  วางแผนการปฏิบัติงาน

-  วางแผนการดำเนินงาน

-  วางแผนการปรับปรุงงาน

                                    DO ปฏิบัติ

-  ทำให้ถูกต้อง

-  ตรวจสอบทุกขั้นตอน

                                                CHECK  ตรวจสอบ

-  ตรวจสอบวิธีการ

-  ตรวจสอบระยะเวลา

-  ประเมินผลการดำเนินงาน

                                                             ACTION  ปรับปรุง

-  ประสบความสำเร็จ

-  ข้อบกพร่อง

-  การปรับปรุง

ข้อดีของ  PDCA

-  สามารถจัดการงานประจำวันได้ดีขึ้น

-  สามารถแก้ไขปัญหาได้

-  ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

-  ช่วยปรับเปลี่ยนการทดอลงกระบวนการใหม่

Abraham H.Maslow


ชื่อทฤษฎี :  ทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการ (Hierachy of Need Theory) หรือทฤษฎีการจูงใจ (Maslow's Theory of Motivation)

หลักการและแนวคิด

     Maslow เห็นว่าลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์แบ่งออกเป็น 5 ลำดับ ต่อไปนี้
        1.  ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)
        2.  ความต้องการทางด้านความปลอดภัย (Safety Needs)
        3.  ความต้องการทางด้านสังคม (Social Needs)
        4.  ความต้องการที่จะมีฐานะเด่นหรือชื่อเสียง (Esteem Needs)
        5.  ความต้องการที่จะให้ประสบความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs)


การนำไปใช้

            ทฤษฎี Maslow นำไปใช้ประโยชน์ได้เฉพาะบุคคลที่มีสุขภาพสมบูรณ์เหมือนบุคคลธรรมดาเท่านั้น บุคคลปกติส่วนมากในสังคมที่เจริญแล้ว ความต้องการทางด้านร่างกายและความปลอดภัยจะไม่เป็นสิ่งจูงใจ แต่ในสังคมที่มีความอดอยากและขาดแคลนอาหารแล้ว ความต้องการของคนประการแรกที่สุดคือ ความต้องการด้านร่างกาย กระทั่งในสังคมที่เจริญแล้ว ทฤษฎีของ Maslow ก็ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยทั่ว ๆ ไป โดยความต้องการทั้งหมดจะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความมากน้อยของความต้องการและพฤติกรรมของบุคคลหนึ่ง การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งยากที่จะมีแรงจูงใจด้วยความต้องการแต่เพียงอย่างเดียว

Emerson C. Harrington


E            Emerson C. Harrington  มีแนวคิดได้นำเอาวิธีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์มาบริหารงานคือ การบริหารตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น จะต้องมีการค้นพบ และทดลองเป็นอย่างดีว่า วิธีการนั้น ได้ผลจริง เมื่อประเมินผล สามารถบอกได้ว่า อะไรเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไหร่ จึงนำเอาข้อมูลเหล่านั้น มากำหนดเป็นหลักการบริหาร  ใช้เพื่อปรับปรุงการจัดการกับประสิทธิภาพของคน โครงสร้าง และเป้าหมายขององค์กร เพื่อผลตอบแทนที่สมเหตุสมผล

องค์ประกอบของหลักประสิทธิภาพ 12 ประการ

1.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน  (Clearly defined ideals)

2.ใช้หลักเหตุผลทั่วไป พิจารณาจากความน่าจะเป็นไปได้ของงาน  (Common sense)

3.ให้คำแนะนำที่ดี ที่ถูกต้องสมบูรณ์  (Competent counsel)

4.รักษาระเบียบวินัยในการทำงาน  (Discipline)

5.ปฏิบัติงานด้วยความยุติธรรม  (Fair deal)

6.มีข้อมูลพร้อมทำงานที่เชื่อถือได้  (Reliable information)

7.มีการรายงานผลการดำเนินงานทุกระยะ  (Dispatching)

8.มีมาตรฐานงานเสร็จตามเวลา  (Standard  and         Schedule)

9.ผลงานได้มาตรฐาน  (Standardized condition)

10.ดำเนินงานถือเป็นมาตรฐานได้  (Standardized operation)

11.มาตรฐานที่กำหนดสามารถปฏิบัติได้  (Standardized directing)

12. ให้บำเหน็บรางวัล แก่ผู้ปฏิบัติงานดี  (Efficiency reward)

 

ข้อดี และ ข้อเสีย

ข้อดี 

         ด้วยแนวทางการบริหารแบบนี้ เป็นแบบหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้ผ่านการทดลองมาหลายครั้ง และประเมินผลแล้ว สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีประสิทธิผลเพียงไร ซึ่ง Emerson Harrington ได้นำมาใช้ในการบริหารกว่า 200 องค์กร

ข้อเสีย  

        ด้วยแนวคิดนี้ จะมีการแบ่งงานออกเป็นย่อย ๆ จะถือเอาความรวดเร็ว ให้คนทำงานเฉพาะอย่าง ถือความชำนาญเป็นผลงาน ซึ่งอาจต้องสิ้นเปลืองคน

 

ใครนำไปใช้ และ ผลสรุปเป็นอย่างไร

Emerson C. Harrington ได้นำไปใช้ในการปรับปรุง พัตนากิจการรถไฟสายแซนทาฟ ให้มีประสิทธิภาพ ปรากฎว่

ได้ผลดี สามารถประหยัดเงินได้ถึงวันละ 1 ล้านเหรียญ อเมริกัน